วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปเศรษฐกิจพอเพียง

สรุปเศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy)

เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ รวมถึงระดับรัฐบาลในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ทรงเน้นย้ำเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=113226

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.รู้จักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง
2.สามารถทำนาแบบไร้สารเคมีได้
3.สามารถทำแปลงผักแบบไร้สารเคมีได้
4.การลดทานเนื้อสัตว์แล้วหันมาทานอาหารมังสวิรัติ
5.จิตใจมีความสงบ รู้จักปฏิบัติธรรมมากขึ้นhttps://sites.google.com/site/porpeng5417/home/bthna

 

การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ถ้าประเทศใด มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง. . .
". . ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล . ."
 http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=3925&filename=index
การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
 

1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง ดังพระราชดำรัสว่า
. . . ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง. . .

2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า . . ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจาก การประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพ ของตนเป็นหลักสำคัญ. .

3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ว่า
. . . ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนา และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น. . .

4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางในชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ให้ความชัดเจนว่า
. . การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่ จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่ง และขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตัวเอง. . .

5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้ เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยที่ดำเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราโชวาทว่า . . . พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลด พยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษา และเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้น ให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น. . .

ทรงย้ำเน้นว่าคำสำคัญที่สุดคือ คำว่า "พอ"
ต้องสร้างความพอที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้และเราก็จะพบกับความสุข

การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า สังคมสีเขียว (Green Society) ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท

          ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เรียกสิ่งนี้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความไม่รู้ว่าจะนำปรัชญานี้ไปใช้ทำอะไร กลายเป็นว่าผู้นำสังคมทุกคน ทั้งนักการเมืองและรัฐบาลใช้คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นข้ออ้างในการทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าได้สนองพระราชดำรัสและให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อตัวเอง ซึ่งความไม่เข้าใจนี้อาจเกิดจากการสับสนว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้มีความเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการปฏิเสธอุตสาหกรรมแล้วกลับไปสู่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

          ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ได้รับการเชิดชูสูงสุด จาก สหประชาชาติ (UN)โดยนายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 26 พฤษภาคม 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ โดยที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน http://sufficiencyeconomy.panyathai.or.th/

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
  1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
  2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
  3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด

          "การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง"

เศรษฐกิจพอเพียง จะสำเร็จได้ด้วย ความพอดีของตนhttp://sufficiencyeconomy.panyathai.or.th/
 
 
 
 

พระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง”ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กว่าจะประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ ทุกคนล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วทั้งสิ้น
และไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ลงมือทำ
เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า
แนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น
ใช้ได้ผลจริงและกับคนที่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นเท่านั้น
ท่ามกลางความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบัน
ที่เกษตรกรหลายคนทิ้งรากฐานเดิมของตัวเอง
มุ่งสู่ระบบทุนนิยม เราได้เห็นแล้วว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป
สังคมเกษตรกรรมของไทยคงสูญหายไปในไม่ช้า
เกษตรเหล่านี้ เปรียบเสมือนแสงหิ่งห้อยในคืนแรม
หากแต่หิ่งห้อยหลายตัวรวมกัน ย่อมเกิดแสงสว่างให้เห็นหนทาง
เรียนเชิญทุกท่านเรียนรู้ชีวิตและประสบการณ์ของพวกเขาได้แล้วครับงพวกเขาได้แล้วครับhttp://www.kradandum.com/people/people_09.htm

บทนำ ที่มาและความสำคัญ

  ที่มาและความสำคัญ
    "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี สติ ปัญญา และความเพียรซึ่งจะนำไปสู่ ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
     จากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่มาในการจัดโครงงานจิตอาสาขึ้น ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างแท้จริง ไม่เพียงเเค่ศึกษาในตำราแต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อศึกษาการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช่ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมที่เราได้ปฏิบัติมีหลายๆอย่าง เช่น การทำนาแบบไร้สารเคมี ซึ่งการทำนาก็จะแยกออกเป็นการถ้อนกล้ากับการดำนา การทำแปลงผักแบบไร้สารเคมี ซึ่งการปลูกพืชผักสวนครัวและการทำนาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้อยู่อย่างพอเพียงได้ การฟังธรรม การทำอาหารซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติ ซึ่งจากการทำกิจกรรมดังกล่าวทำให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียงมากขึ้น เรียนรู้จักการทำจิตใจให้สงบ การเข้าถึงธรรมมะ และนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มมากขึ้น เรียนรู้ถึงการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น รวมถึงยังได้พบกับสังคมใหม่อีกสังคมหนึ่ง ซึ่งเป็นสังคมที่สงบ ไม่มีเรื่องที่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะดำรงตนอยู่ในความพอเพียง การใช้ชีวิตอยู่แบบพอมีพอกิน ทำให้คนในชุมชนนี้เป็นบุคคลที่น่าเคารพ น่าเลื่อมใส่ จากการที่ได้ไปสัมผัสกับคนในชุมชนทำให้เกิดความอบอุ่นและยังได้รับความเมตตาจากคนในชุมชน เป็นการทำโครงงานที่สร้างความสุขใจ และให้ความรู้และประโยชน์มากมาย
     "เศรษกิจพอเพียง" ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน ตามฐานะ ตามอัตภาพ   และที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด หากเราสามารถปฏิบัติตนให้อยู่บนความพอเพียงได้ จะถือเป็นสิ่งที่ดีต่อตนเอง เพราะ ฉ นั้นเราทุกคนควรเรียนรู้ที่จะอยุูอย่างพอกินและพอใช้
    
      ขั้นตอนการดำเนินการ
1.นัดพบสมาชิกในกลุมเพื่อตกลงเวลาในการทำกิจกรรม
2. ลงเวลาและกิจกรรมที่ต้องการทำ ณ ชุมชนฝึกฝนเศรษกิจพอเพียง 
 3.ลงพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆที่ได้ลงเวลาไว้
 4.นัดพบสมาชิกในกลุ่ม สรุปความรู้ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม
 5.จัดทำไซต์
       ขอบเขตการดำเนินงาน

ศึกษาวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

   ระยะเวลาในการดำเนินการ
 23 สิงหาคม 2554 - 10 ตุลาคม 2554

https://sites.google.com/site/porpeng5417/home/bthna